วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โปรแกรมทริปมันส์ๆ สวรรด์ที่เขาใหญ่ 3วัน2คืน

วันแรก เที่ยวธรรมชาติในอุทยานเขาใหญ่ ผจญภัยไนท์ซาฟารี
06.00 
เริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ
08.30 . 
แวะเติมพลังมื้อเช้าที่ Dairy Home อิ่มแล้วขับรถมุ่งหน้าขึ้นเขาใหญ่ (ใช้เส้นทางผ่านศึก-กุดคล้า)
09.00 
ระหว่างทางแวะไปชิมไวน์ เที่ยวไร่องุ่นกรานมอนเต้ 
09.45 
ขับเข้าไปเที่ยวไร่กุหลาบกลางพนา ถ่ายรูปแปลงกุหลาบป่าและกุหลาบสายพันธุ์จากต่างประเทศ
10.00 . 
ถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานคนละ 30 บาท ผ่านด่านขึ้นเขาไปตาม
ถนนเรื่อยๆ จะเห็นถนนต้นไม้สีเขียวขจีสบายตา เปิดกระจกสูดอากาศสดชื่นขับรถเที่ยวสบายๆ 
10.15 . 
แวะชมวิวทิวเขาสลับซับซ้อน ที่ จุดชมวิวถนนธนะรัชต์ กม.30 จุดชมวิวแห่งแรกของอุทยาน ถ่ายภาพ
วิวสวยๆ ข้างทาง ระหว่างรอพักรถให้หายเครื่องร้อน 
หอดูสัตว์หนองผักชี

10.30 
ก่อนจะเลยไปต่ออีก 6 กิโลเมตรจะเห็นป้ายโป่งชมรมเพื่อน-หอดูสัตว์หนองผักชี จอดรถแล้วเดินเท้า
เข้าไปต่ออีก 300 เมตร ไปชมโป่งดินเทียมอายุเกือบ 40 ปีที่มนุษย์สร้างขึ้นสำหรับสัตว์ป่า ไม่แน่ว่า
อาจโชคดีเจอเก้งหรือกวางที่หอดูสัตว์สักตัว 
11.00 
จากนั้นกลับขึ้นรถไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (กม.40) จองตั๋วไนท์ซาฟารีทัวร์ และขอข้อมูลแผนที่
สำหรับวางแผนขับรถเที่ยวอุทยาน ภายในศูนย์ฯ มีนิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์ป่าหายากและบรรยาย
สไลด์ฉายให้ชม 
น้ำตกกองแก้ว
11.30 . 
สะสมความรู้จนแน่นปึ้กแล้ว เดินไปเที่ยวน้ำตกกองแก้วที่อยู่ด้านหลังที่ทำการฯ ถ่ายรูปบนสะพานแขวน 
หรือจะเดินเล่นไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพลินๆ แต่ถ้าไม่อยากเดินก็นั่งเล่นแช่เท้าในน้ำตกแก้เมื่อย
12.00 
ฝากท้องที่ร้านค้าสวัสดิการ มีร้านอาหารเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00 - 18.00 ในวันธรรมดา 
และเลทไปจนสามทุ่มในวันหยุดเสาร์อาทิตย์
13.00 
เล่นน้ำคลายร้อนที่น้ำตกผากล้วยไม้ ปักหมุดกางเต็นท์นอนค้างคืนกันที่ลานกางเต็นท์ใกล้ๆ 
เสร็จแล้วหากใครอยากผจญภัย สนใจไปเดินป่าชมนกชมไม้ด้วยก็ได้ 
16.00 
เที่ยวน้ำตกเหวสุวัติ เดินเล่นถ่ายรูปชิลๆ
17.30 
ขับรถกลับออกมาทางที่ทำการอุทยาน ก่อนจะถึงทางซ้ายมือมี มอสิงโต (แปลว่าเนินสิงโตแม้จะ
ไม่มีสิงโตให้ดู แต่ก็มีฝูงเก้งกวางออกมาเล็มหญ้ากันคึกคัก 
17.45 น.
ไปจับจองที่เหมาะๆ สำหรับตั้งกล้องถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่อ่างเก็บน้ำสายศร (อ่างเก็บน้ำมอสิงโต)  
ที่อยู่บริเวณใกล้กับมอสิงโต  
18.30 
ทานอาหารเย็นที่เขาใหญ่สเต็กเฮาส์ ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ ไม่ไกลจากด่านเข้าอุทยานฯ
19.00 
ร่วมกิจกรรมไนท์ซาฟารี ส่องสัตว์ยามค่ำคืน
20.30 . 
เดินทางกลับที่พักบริเวณลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้
วันที่ 2 ชมทะเลหมอกผาตรอมใจ พิชิตผาเดียวดาย สนุกสุดใจที่ปาลิโอ้
ผาตรอมใจ,ผาเดียวดาว&ปาริโอ้
05.00 
ตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาตรอมใจ ชมทะเลหมอกยามเช้า  ยอดเขาเขียว ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุด
ในภาคกลาง
06.30 
แวะไปเที่ยวผาเดียวดายที่อยู่ใกล้กัน ถ่ายรูปจุดชมวิวที่มองเห็นทิวทัศน์ของจังหวัดปราจีนบุรี
07.30 
กลับไปเก็บสัมภาระที่เต็นท์ 
08.30 
ทานอาหารเช้าที่ที่ทำการอุทยานฯ 
09.30 
แวะไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่บริเวณด่านขาออก
10.00 . 
เปลี่ยนบรรยากาศไปสนุกผจญภัยกับเครื่องเล่นแอดเวนเจอร์ที่สวนสนุกไลฟ์ปาร์ค
12.00 . 
อร่อยกับอาหารไทยรสต้นตำรับอย่างปลาช่อนแม่ลาเผาที่ร้านอาหารครัวจันผา 
13.30 . 
สัมผัสบรรยากาศคอมมูนิตี้มอลล์แบบลิตเติ้ลอิตาลีที่ปาลิโอ้ เพลิดเพลินไปกับร้านค้ามากมาย
และตึกสีสันสดใสสไตล์ทัสคานี
15.30 
แวะจิบกาแฟ ถ่ายรูปที่ Coffee Memories
18.00 
ไปดินเนอร์มื้อเย็นที่ The Smoke House ชิมสเต็ก ไส้กรอกรมควันอันเลื่องชื่อ
20.30 
ตื่นแต่เช้าแถมเหนื่อยมาทั้งวัน ตาใกล้จะปิด กลับรีสอร์ทไปพักผ่อนเตรียมตัวไปเที่ยวในวันรุ่งขึ้นกันดีกว่า
วันที่ 3 เที่ยวตลาดน้ำปากช่อง ซิ่งเอทีวีสุดมันส์ สัมผัสแดนคาวบอยฟาร์มโชคชัย
ตลาดน้ำปากช่อง
09.00 
เก็บข้าวของ เช็คเอาท์ให้เรียบร้อย ก่อนออกเดินทางต่อ
09.30 
เดินเที่ยวตลาดน้ำปากช่อง ล่องเรือชมตลาด หรือขึ้นชิงช้าสวรรค์ในบรรยากาศตลาดน้ำย้อนยุค
10.30 
ไปผจญภัยขี่เอทีวีทัวร์ไร่ที่ทองสมบูรณ์คลับ
12.00 
อร่อยกับสเต็กต้นตำรับที่ร้านอาหารโชคชัย สเต็กเฮาส์
13.00 
ทัวร์เที่ยวชมฟาร์มโชคชัย ชมการแสดงโชว์คาวบอย ขี่ม้า สุนัขต้อนแกะแสนรู้
ตลาดน้ำกลางดง
16.00 . 
เดินเล่น ถ่ายรูป ช็อปปิ้งงานศิลปะที่ตลาดน้ำกลางดง
17.00 
ขากลับแวะซื้อของฝากอย่างผลไม้ องุ่นสด ไวน์ กะหรี่ปั๊บแสนอร่อยจากร้านค้าริมถนนมิตรภาพที่มีให้เลือกมากมายหลายเจ้า
17.30 
เดินทางกลับกรุงเทพฯ
  
...................................................................................................................................
สรุปค่าใช้จ่ายทริปเขาใหญ่ 3 วัน 2 คืน
ค่าน้ำมันไป-กลับ  1,800 บาท
ค่าอาหารมื้อแรกที่ Dairyhome    455 บาท
ค่าเข้าอุทยาน (คนละ 40 บาทค่ารถยนต์ 50 บาท)  130 บาท
ค่าอาหารกลางวันที่ร้านอาหารอุทยานฯ  150 บาท
ค่ากางเต็นท์ (คนละ 30 บาท)           60 บาท
ค่ารถส่องสัตว์ (คนละ 50 บาท)        100 บาท
ค่าอาหารเช้าที่ที่ทำการอุทยานฯ       200 บาท
ค่า Pass เครื่องเล่นที่ไลฟ์ปาร์ค (ใบละ 160 บาท) 320 บาท
ค่าอาหารกลางวันที่ครัวจันผา           380 บาท
ค่ากาแฟ+เค้ก                                 120 บาท
ค่าที่พักต้นศิลป์ อาร์ต โฮม รีสอร์ท   1,800 บาท
ค่าอาหารเย็นที่ The Smoke House 790 บาท
ค่ารถเอทีวีทองสมบูรณ์คลับ 300 บาท
มื้อกลางวันที่โชคชัยสเต็กเฮาส์            540 บาท
ค่าเข้าชมฟาร์มโชคชัย (คนละ 250 บาท) 500 บาท
ค่าช็อปปิ้ง+ของฝาก 400 บาท
รวม                                         8,045 (คนละ 4,022.5 บาท)




ต้นศิลป์ อาร์ท โฮม






"ปลายฝนตนหนาวต้องเขาค้อ เพชรบูรณ์"

 ปลายฝนต้นหนาว ที่เขาค้อ
     
       ที่เขาค้อช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่สุดยอดที่สุดของปี สำหรับผู้คนที่ต้องการ การพักผ่อนแบบชิล ชิล หากหลงมาเที่ยวในช่วงนี้ อาจทำให้ตกหลุมรักเขาค้อ อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผสมผสานความลงตัวของธรรมชาติแวดล้อมทุกอย่าง หล่อหลอมรวมกันจนกลายเป็นมนต์เสน่ห์แห่งเขาค้อ ปลายฝน...ต้นหนาว

       หมอกในยามเช้า มีให้ได้เห็นเกือบทุกวัน ท่ามกลางความหนาวเย็นที่ลงตัวพอดี ด้วยอุณหภูมิประมาณ 18-23 องศา  กับสิ่งแวดล้อมสีเขียวสดของต้นไม้ใบหญ้า และหยาดน้ำค้างใสๆ ที่เกาะติดกับปลายติ่งใบไม้

       เม็ดฝนเริ่มซาลงแล้ว ฝนตกน้อยลง พื้นดินที่ฉ่ำแฉะ เริ่มแข็งแรง ฟื้นตัวขึ้น เตรียมรองรับเทศกาลแห่งความหนาว ดอกไม้เมืองหนาว สีสันสวยงาม เริ่มถูกนำมาประดับตกแต่งถนนหนทาง และรีสอร์ทต่างๆ ให้สวยงามตระการตามากขึ้น นักท่องเที่ยวที่มีจำนวนไม่มากนัก ในช่วงต้นฤดูฝน เริ่มทะยอยจองเข้ามาพักแรม สร้างบรรยากาศให้คึกคักมากขึ้น แต่ก็ไม่แน่นจนเกินไปเหมือนในฤดูหนาว
บรรยากาศที่เขาค้อ






วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ถ้ำหินย้อย วัดพายัพ


    
         วัดพายัพ ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโคราชในอดีต โดยมีเสาหลักเมืองเป็นจุดศูนย์กลาง ตามชื่อที่ตั้งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองนครราชสีมา ภาย ในวัดแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส 2 ไร่, เขตธรรมาวาส 2 ไร่ เขตสังฆาวาส ถนน สนามหญ้า 3 ไร่ เขตที่จัดประโยชน์ให้เช่าอยู่อาศัย 5 ไร่ และปลูกต้นไม้ 3 ไร่ รวมเนื้อที่วัดพายัพ 15 ไร่ 69 ตารางวา



     ภายในถ้ำได้เก็บรวบรวม รักษาพระพุทธรูปโบราณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินทราย สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีอยู่หลายองค์ที่คงสภาพสมบูรณ์ คือ "พระพุทธรูปอุลลุกมณี"
     พระพุทธรูปอุลลุกมณี ลักษณะเป็นพระพุทธรูปอินเดียสมัยคุปตะ เนื้อหินทราย ภายในองค์พระจะมีอุลลุกมณีผสมอยู่ทั้งองค์ ด้านพระปฤษฎางค์ถูกคนร้ายเจาะเป็นแผลลึกประมาณ 2 นิ้ว มีแร่อุลลุกมณีอยู่ด้านในองค์พระ แสดงว่าเป็นพระพุทธรูปทำมาจากอินเดียหรือช่างชาวอินเดีย มาช่วยสร้างวัดพายัพและได้สร้างพระพุทธรูปไว้สักการบูชาประจำวัด




 ประวัติของหินงอกหินย้อย เหล่านี้  ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2533 พระราชวิมลโมลี เจ้าอาวาสวัดพายัพ ได้ไปหาหินทำลูกนิมิต หินประดับสวนและหินอ่อนปูอุโบสถ แต่กลับไปพบหินงอกหินย้อยที่ชาวบ้านตั้งโชว์หน้า บริเวณบ้านเขาวง ต.หน้าพระลาน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี 
     สอบถามชาวบ้าน เล่าให้ฟังว่า ได้เก็บหินเหล่านี้มาจากบริเวณระเบิดหินภูเขา ซึ่งรัฐบาลให้สัมปทานแก่บริษัทโรงงานโม่หินผลิตปูนซีเมนต์ โดยพวกคนงานได้เจาะรูฝังระเบิดไดนาไมต์ทำการระเบิดหินที่ภูเขามาเป็นเวลานาน หลาย 10 ปี และยังทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 
     เมื่อระเบิดเปิดหน้า เขาออก บางครั้งพบโพรงถ้ำ ซึ่งภายในมีหินงอกหินย้อยสีสันสวยงามจำนวนมาก หินเหล่านี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าทางธรรมชาติที่หาดูยาก แต่กลับถูกระเบิดทำลายแตกหักเสียหายไปหมด น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
                                   


ทั้งนี้ คนงานระเบิดหินแล้วคัดเอาหินไปทำปูนซีเมนต์ ส่วนหินงอกหินย้อยสีต่างๆ ที่ถูกระเบิดออกแตกหักเสียหาย ใช้ทำประโยชน์ไม่ได้ ก็ไถทิ้งลงเหวหรือถมทิ้ง เก็บไว้ก็ไม่มีคนซื้อ หินงอก หินย้อย เหล่านี้ต้องถูกทำลายไป ทั้งที่เป็นหินที่มีความสวยงาม มีรูปร่างสีสันวิจิตรพิสดาร เป็นสมบัติอันล้ำค่าของแผ่นดิน ควรที่จะเก็บรักษาไว้ แต่ไม่มีใครเห็นคุณค่าเก็บรักษา
    ได้ลองสอบถาม คนงานว่าหินเหล่านี้มีมากน้อยแค่ไหน คนงานตอบว่า เมื่อระเบิดไปก็เจอเรื่อยๆ แสดงว่ามีหินงอกหินย้อยอีกจำนวนมากที่จะต้องถูกระเบิดทำลายทุกวัน ตราบใดที่ประเทศไทยยังทำปูนซีเมนต์ด้วยหินปูน ภูเขาจะต้องถูกระเบิดต่อไปจนหมด



พระราชวิมลโมลี เล็งเห็นว่า หากมีผู้คิดเอาหินงอกหินย้อยไปสร้างถ้ำขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ น่าจะทำได้ เพราะหินยังมีอยู่มากมาย โดยใช้วัดพายัพเป็นที่เก็บรักษา จึงได้คิดหาวิธีการเก็บรักษาหินงอกหินย้อยไว้ให้คนรุ่นหลังได้มาเที่ยวชม ทัศนศึกษา โดยได้สร้างกุฏิวายุภักษ์ขึ้น และตกแต่งชั้นล่างให้เป็นถ้ำหินงอกหินย้อย
    พระราชวิมลโมลี ได้ออกแบบเขียนแปลนและทำการควบคุมการก่อสร้างทุกขั้นตอน คำนวณให้สามารถรับน้ำหนักหินได้ ก่อนเริ่มสะสมขอซื้อหินงอกหินย้อยจากคนงานระเบิดเขา ที่บ้านเขาวง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533-2536
    จากนั้นนำหินมาคัดแยกกลุ่ม ประเภทสี ล้างทำความสะอาดด้วยโซดาไฟ ใช้สว่านเจาะหินทุกก้อน ใส่กาว ฝังเหล็ก 2-3 หุน ตามขนาดน้ำหนักหิน ใช้คนงานและพระภิกษุ-สามเณร ช่วยกันยกติดตั้งเกาะแขวนห้อย เชื่อมด้วยไฟฟ้า อัดปูนซีเมนต์ แต่งรอยต่อด้วยหินก้อนเล็ก เต็มพื้นที่ สร้างแล้วเสร็จปี พ.ศ.2536 มูลค่า 4,730,000 บาท
  เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2536 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเยี่ยมชมภายในถ้ำแห่งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่วัดพายัพ เมืองโคราช





วัดพายัพ เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองนครราชสีมา สร้างขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อครั้งพระองค์ทรงครองราชย์อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงเลือกสถานที่ในการสร้างเมืองนครราชสีมา จึงให้ช่างฝรั่งเศสเขียนแบบแปลนก่อสร้าง เป็นรูปเหลี่ยม มีคูคลองน้ำรอบกั้นข้าศึก มีกำแพงประตูเมือง 4 มุมเมือง และได้ทรงสร้างวัดขึ้นภายในกำแพงเมืองจำนวน 6 วัด คือ วัดพระนารายณ์ (วัดกลาง) วัดบึง วัดบูรพ์ วัดอิสาน วัดสระแก้ว และวัดพายัพ

     สิ่งก่อสร้างภายในวัดพายัพ มีอุโบสถทรงเรือสำเภา สมัยอยุธยาตอนปลาย 1 หลัง หอไตรทรงไทยไม้สองชั้น 1 หลัง กุฏิทรงไทยไม้ชั้นเดียว 1 หลัง นอกจากนี้ยังมี อุโบสถหินอ่อน อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง งบประมาณ 40 ล้านบาท ลักษณะศิลปะทรงเรือสำเภาสมัยอยุธยาที่มุ่งสร้างขึ้น เพื่อให้เป็นปริศนาธรรมดุจเรือสำเภาขนส่งสรรพสัตว์ข้ามห้วงทะเล คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปให้ถึงฝั่งพระนิพพาน  โบสถ์หลังนี้ สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ทรงสถาปนาสร้างเมืองนครราชสีมา พิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2530 โดยมีนายสมบูรณ์ ไทยวัชรามาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน
อุโบสถหินอ่อนทรงเรือสำเภา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง



ความสวยงามภายในอุโบสถหินอ่อนทรงเรือสำเภา ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ

วัดพายัพ นครราชสีมา

    ผู้ที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชม ถ้ำหินย้อยแบบเป็นหมู่คณะ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่พระมหาสถาพร ญาณวุฑโฒ วัดพายัพ ถ.ชุมพล ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โทรศัพท์ 0-4424-1525, 08-9581-9059
http://www.youtube.com/watch?v=cI9Ib82jdSA